Skip links

เลือกแพคเกจตรวจสุขภาพอย่างไรให้ตรงกับตัวเรา?

โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ ขอเรียกสั้นๆว่า HITAP ย่อมาจา Health Intervention and Technology Assessment Program เป็นหน่วยงานวิจัยภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำ “โครงการเช็คระยะสุขภาพ: ตรวจดีได้ ตรวจร้ายเสีย” หรือชื่อเป็นทางการว่า การศึกษาเพื่อพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ด้านการคัดกรองทางสุขภาพระดับประชากรในประเทศไทย โดยนอกจากจะให้ข้อมูลด้านนโยบายกับระบบประกันสุขภาพแล้ว ยังต้องการจะบอกกับคนไทยด้วยว่า

“อย่าตรวจสุขภาพแบบ “เหวี่ยงแห” เหมือนที่เคยๆทำกันมาอีกเลย”

อ้าว! งงเลย อะไรที่เรียกว่าการตรวจสุขภาพแบบเหวี่ยงแห?

ทางผู้จัดทำเค้าพยายามจะบอกว่า การตรวจสุขภาพ แบบตรวจโดยไม่มีเป้าหมาย อย่างเช่น แพคเกจตรวจสุขภาพทั่วไปตามโรงพยาบาลทั่วไป บางรายการ ไมได้มีความจำเป็นต้องตรวจเลย ถ้าเราไม่ใช่คนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรค บางรายการก็ไม่ได้จำเป็นต้องตรวจทุกปี เช่น การวัดระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือด ยกเว้นคนที่มีผลการตรวจที่ต้องคอยเฝ้าระวัง หรือว่าเกินระดับปกติมาแล้ว อันนี้อาจต้องตรวจทุกปี แล้วก็อีกหลายรายการ ที่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีประโยชน์ ค่าใช้จ่ายก็สูงอีกต่างหาก เช่น การเอ๊กซเรย์ปอด ที่เห็นมีกันทุกแพคเกจ การตรวจตับ และไต หรือการตรวจหาโรคหืด ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวิธีการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม

ผลจากการตรวจคัดกรอง เชื่อถือได้ 100% หรือไม่?

ปกติแล้วการตรวจคัดกรองทุกประเภท ไม่สามารถให้ผลที่ถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ได้
โดยผลที่ได้ออกมาจะมี 2 แบบคือ บวกและลบ
• บวก คือ ผลการตรวจแสดงว่าผิดปกติหรือเป็นโรค และ
• ลบ คือผลการตรวจแสดงว่าไม่ผิดปกติหรือไม่เป็นโรค

แต่ในผลบวกและลบนี้ยังมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปถึง 6 แบบ คือ
1. บวกลวง — คนที่ไม่มีความผิดปกติ หรือไม่มีโรค แต่กลับได้รับผลบวก
2. ลบลวง — คนที่มีความเสี่ยงหรือเป็นโรค แต่กลับได้ผลลบ ได้รับผลลบ
3. บวกจริง –มีความผิดปกติและจะเป็นโรคในอนาคต ได้รับผลบวก
4. ลบจริง — ไม่มีความผิดปกติและจะไม่เป็นโรค ได้รับผลลบ
5. บวกจริงแต่… — มีความผิดปกติจริงและ ได้รับผลบวก แต่จะไม่เป็นโรคในอนาคต
6. ลบจริงแต่… –ผู้ที่ได้รับการตรวจคัดกรองมีความผิดปกติ ผลตรวจออกมาเป็นลบ แต่จะไม่เป็นโรคในอนาคต

ยกตัวอย่างผลกระทบของคนที่ได้ผลบวกลวงหรือผลลบลวง

“ถ้าคนที่ไม่มีโรคแต่การคัดกรองกลับให้ผลบวก จริงๆ อาจเป็นผลบวกลวง เขาอาจถูกส่งต่อไปวินิจฉัยเพิ่มเติมซึ่งเป็นการตรวจที่เสี่ยงอันตรายกว่าเดิม เช่น การตรวจหาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยการตรวจ PSA และตัวสาร PSA ไม่ได้มีความแม่นยำต่อการตรวจโรค บางทีค่า PSA บอกว่าน่าจะเป็นโรค แล้วคนนั้นต้องมาวินิจฉัยเพิ่มเติมโดยการผ่าตัดชิ้นเนื้อ ส่องกล้องเข้าไปตรวจอวัยวะภายใน หรือผ่าตัดเข้าไปดู จะทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
หรือกรณีที่ร่างกายปกติแล้วไปเอ็กซเรย์ปอดเพื่อตรวจหาวัณโรค มันไม่ได้มีประโยชน์ในเชิงวิชาการ แถมยังเป็นโทษเพราะร่างกายได้รับรังสีมากเกินไป”

การตรวจสุขภาพประจำปี เป็นการตรวจคัดกรองโรคเบื้องต้น ว่ามีความเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนเป็นโรคชนิดใดหรือไม่ เพื่อหาแนวทางป้องกัน และใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ถึงโรคที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งต่างจากการตรวจวินิจฉัย คือ หลังจากตรวจคัดกรอง พบว่ามีสิ่งปกติ ก็ต้องมาตรวจวินิจฉัยต่อ ว่าสิ่งผลปกตินั้น เป็นโรคอะไร มีความรุนแรงมากหรือน้อยแค่ไหน บางคนไปตรวจแล้วผลที่ได้บอกว่ามีความผิดปกติ ก็ อย่าพึ่งกังวลใจว่าจะเป็นโรค เพราะจากที่ซาร่ากล่าวไปแล้วว่า ผลการตรวจไมได้แม่นยำ 100% คุณอาจจะไม่ได้เป็นโรคอะไรเลยก็ได้ ในขณะเดียวกัน คนที่ตรวจออกมาแล้วผลเป็นปกติ ก็อย่าเพิ่งดีใจว่าเราไมได้เป็นอะไรนะคะ ยังคงต้องหมั่นดูแลสุขภาพร่างกายตนเองอย่างสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพประจำปีตรวจเท่าที่จำเป็นก็พอ

ที่มา : https://medium.com

Join the Discussion

Return to top of page
%d bloggers like this: